วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์

Assignment ของ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น
วิชา DBA 9931 ทฤษฎีด้านการตลาดชั้นสูง
เรื่อง องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์

นายประสิทธิชัย นรากรณ์
รหัสประจำตัว 5519110015
นักศึกษาปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิขาการตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์
ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น กล่าวว่า องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
1.      ผลิตภัณฑ์หลัก (Core product)
2.      รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ (Formal product)
3.      ผลิตภัณฑ์คาดหวัง ( Expected product)
4.      ผลิตภัณฑ์ควบ (Augment product)
5.      ศักยภาพของผลิตภัณฑ์ (Potential product)

แสดงตัวอย่างดังในตาราง
ผลิตภัณฑ์หลัก (Core product)
รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ (Formal product)
ผลิตภัณฑ์คาดหวัง ( Expected product)
ผลิตภัณฑ์ควบ(Augmented product)
ศักยภาพของผลิตภัณฑ์ (Potential product)
ประโยชน์หลักหรือประโยชน์พึ้นฐานของผลิตภัณฑ์
ลักษณะทางกายภาพหรือรูปลักษณ์ภายนอกของผลิตภัณฑ์ เช่น  คุณภาพ รูปร่าง หีบห่อ ตรา
ประโยชน์หลายๆอย่าง เช่น
§  ประสิทธิภาพ
§  ประโยชน์
§  ราคา
§  โปรโมชั่นต่างๆ
ประโยชน์ที่นอกเหนือจากประโยชน์หลัก เช่น การให้บริการอื่นๆ การประกัน
การพัฒนาลักษณะใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์ เช่น
§  คุณสมบัติ
§  อรรถประโยชน์
ยาสีฟัน

ใช้ทำความสะอาดฟัน
§  หลอด
§  เนื้อครีมสีขาวหรือสีใส
§  บรรจุกล่อง
§  ทำให้ฟันสีขาว
§  เย็นสดชึ่น
§  ระงับกลิ่นปาก
§  สินค้าได้มาตรฐานได้รับตรารับรองจาก อย.

§  ผสมยาระงับกลิ่นปาก
§  รสเป็ปเปอร์มิ้น(เย็น)



ส่วนประสมผลิตภัณฑ์(Product Mix) หมายถึง กลุ่มหรือจำนวนของสายผลิตภัณฑ์และรายการผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ที่กิจกรรมมีเสนอขายแก่ผู้ซื้อ
          สายผลิตภัณฑ์ (Product line) หมายถึง กลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน มีการใช้งานคล้ายกัน ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
          รายการผลิตภัณฑ์ (Product item) หมายถึง เป็นผลิตภัณฑ์รายการใดรายการหนึ่งในยี่ห้อ หรือสายผลิตภัณฑ์ ต่างกันที่รูปแบบ ขนาด ราคา ฯ

ประเภทของผลิตภัณฑ์
1.      สินค้าอุปโภคบริโภค( Consumer Goods)
2.      สินค้าอุสาหกรรม ( Industrial Goods)

1) สินค้าอุปโภคบริโภค ( Consumer Goods) สามารถแบ่งได้ 4 ประเภท
1.      สินค้าสะดวกซื้อ (Convenience Goods) : ซื้อน้อย ราคาต่ำ ซื้อบ่อยๆได้ มีลักษณะเด่น คือ
§  สินค้าที่ผู้บริโภครู้จักดีอยู่แล้ว
§  ใช้ความพยายามไม่มากในการหาซื้อ
§  สามารถหาสินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้
§  ราคาไม่แพงและมีการซื้อบ่อย
§  เป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไปหรือไม่คงทนถาวร
1.1.   สินค้าหลัก(Stable Goods) : เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือในครอบครัว ซื้อบ่อยแต่ซื้อครั้งละไม่มาก และใช้เงินไม่มากในการซื้อ เช่น สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน เป็นต้น
1.2.   สินค้าที่ซื้อฉับพลัน (Impulse Goods) : เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อโดยฉับพลัน ณ.ตอนนั้น หรือไก้รับการกระตุ้นจาก ส่วนประสมทางการตลาดต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมการขาย (Sale promotion)
§  โดยไม่ได้ตั้งใจ
§  เกิดจากการระลึกได้
§  เกิดจากการเสนอแนะ
§  ที่กำหนดเงื่อนไขไว้
1.3.   สินค้าที่ซื้อในยามฉุกเฉิน(Emergency Goods) : สินค้าซื้อฉุกเฉินเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ทันที ไม่มีโอกาสเลือกซื้อ โดยไม่คำนึงถึงราคา และตราสินค้า แต่อาจคำนึงถึง ตัวสินค้าและบริการที่ต้องการใช้ ความสะดวกในการซื้อ/ความรวดเร็ว


2.      สินค้าเปรียบเทียบซื้อ (Shopping Goods) สินค้าที่ผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบก่อนซื้อ ในด้านราคา ตรา คุณสมบัติ รูปแบบ ฯลฯ มักจะมีลักษณะเด่น ดังนี้
§  อายุใช้งานนาน(ความถี่ในการซื้อน้อย)
§  ราคาต่อหน่วยสูง
§  ใช้เวลาและความพยายามในการตัดสินใจซื้อสูง
§  ผู้ซื้อเจาะจงตราสิค้าก่อนซื้อ
สินค้าเปรียบเทียบซื้อ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
2.1.   สินค้าเปรียบเทียบซื้อที่เหมือนกัน(Homogeneous Shopping goods)
2.1.1.      สินค้ามีรูปแบบเดียวกัน คล้ายกัน หรือมาตรฐานเดียวกัน ในรูปทรง ขนาด คุณสมบัติ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า
2.1.2.      ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบคุณสมบัติ ต่างๆ เช่น รูปแบบ ขนาด อรรถประโยชน์ ถ้าเหมือนกันจะตัดสินใจที่ราคา
2.2.   สินค้าเปรียบเทียบซื้อที่แตกต่างกัน(Heterogeneous Shopping goods)
2.2.1.      สินค้าที่มีคุณลักษณะต่างกันใน รูปแบบ สี คุณสมบัติ การใช้การรับประกัน สีสัน เสื้อผ้า รองเท้า
2.2.2.      ผู้บริโภคมักตัดสินใจที่ ความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับสินค้ายี่ห้ออื่น เช่น รูปแบบ คุณสมบัติพิเศษ สมรรถนะของสินค้า


3.      สินค้าเจาะจงซื้อ( Specialty Goods) คือ
3.1.   สินค้าที่มีคุณสมบัติพเศษ ผู้บริโภคใช้ความพยายามมากและใช้เวลานานในการซื้อ
3.2.   ผู้บริโภคใช้เหตุผลในการซื้อ
3.3.   อายุการใช้งานนาน ราคาค่อนข้างสูง (สูงกว่าสินค้าเปรียบเทียบซื้อ)
3.4.   เป็นสินค้าที่มีซื่อเสียง มีมานาน คนส่วนใหญ่รู้จัก
3.5.   ผู้ซื้อเจาะจงตราก่อนซื้อ และตัดสินใจซื้อใว้ล่วงหน้า เช่น รถยนต์ บ้าน เครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพง
4.      สินค้าไม่แสวงซื้อ (Unsought Goods) มีลักษณะเด่นดังนี้ คือ
§  เป็นสินค้าที่มีมานาน หรือ เพิ่งออกสู่ตลาดใหม่ มีเทคโนโลยี่ใหม่ล้ำสมัย
§  ผู้บริโภคอาจรู้จัก-ยังไม่รู้จัก/แต่ไม่มีความรู้ในตัวสินค้า/หรือ ไม่มีความจำเป็น จึงไม่ไช้ความพยายามในการหาซื้อ
§  ราคาค่อนข้างสูง

สินค้าไม่แสวงซื้อแบ่ง ได้ 2 ประเภท คือ
4.1.   สินค้าเป็นที่รู้จัก แต่ยังไม่มีความต้องการซื้อ(Regularly unsought goods) เพราะว่าผู้บริโภค ไม่เห็นประโยชน์ เช่น ดาวเทียม ประกันชีวิต ปริญญาโทหรือ เอก
4.2.   สินค้าใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จัก (New product unsought goods) สินค้าที่ผู้ผลิตเพิ่งนำออกสู่ตลาด มีความทันสมัย เทคโนโลยีใหม่ ราคาแพง ผู้บริโภคไม่รู้ว่า จะซื้อไปทำไม เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิทางหู


2) สินค้าอุตสาหกรรม (Industrial Goods) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 วัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบ
ü วัตถุดิบ(Raw Material)
o   ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรม
o   ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
ü วัสดุชิ้นส่วนประกอบในการผลิต
o   วัสดุประกอบ
o   ชิ้นส่วนประกอบ



  
กลุ่มที่ 2 สินค้าประเภททุน
§  สิ่งที่ติดตั้ง(Installation)
o   สิ่งปลูกสร้างและอาคาร
o   อุปกรณ์ถาวร
§  อุปกรณ์ประกอบ(Accessory Equipment)
o   อุปกรณ์เครื่องมืที่ใช้ในโรงงาน
o   อุปกรณ์ที่ใช้ในสำนักงาน
กลุ่มที่ 3 วัสดุสิ้นเปลืองและบริการ
§  วัสดุสิ้นเปลือง(Supplies)
o   วัสดุบำรุงรักษาทำความสะอาด
o   วัสดุซ่อมแซม
o   วัสดุในการดำเนินงาน
§  บริการ(Services)
o   บริการบำรุงรักษา
o   บริการซ่อมแซม
o   ให้คำแนะนำแกธุรกิจ



วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

มุมมองด้านการตลาด

Assignment ของ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น
วิชา DBA 9931 ทฤษฎีด้านการตลาดชั้นสูง
เรื่อง มุมมองทางด้านการตลาด

นายประสิทธิชัย นรากรณ์
รหัสประจำตัว 5519110015
นักศึกษาปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาวิขาการตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มุมมองทางการตลาด โดยมุมมองด้านการตลาดประกอบด้วย 2 มุมมอง คือ มุมมองด้านผู้ขายเรียกว่า 4P และมุมมองด้านลูกค้าเรียกว่า 4C ดังแสดงดังรูป

ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น กล่าวว่า โดยหากเป็นมุมมองของนักการตลาด เราจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า 4 P และมุมมองของลูกค้าเราจะรู้จักกันใน 4 C นั้นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้ง 4 P’s และ 4 C’s จะมีมุมมองที่เหมือนกันแต่จะต่างกันในแง่ที่ใครเป็นคนมองนั้นเอง ซึ่งในที่นี้ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นในตารางนะครับ

ตารางที่ 1 แสดงมุมมองทางการการตลาดของนักการตลาดและลูกค้า
มุมมองของนักการตลาด
มุมมองลูกค้า
1.ผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการ (Product)
1.ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ (Customer )
2. การตั้งราคาที่เหมาะสม (Price)
2. ซื้อในราคาย่อมเยา ( Cost)
3. ระบบจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า (Place)
3. สะดวกในการหาซื้อ (Convenience)
4. การส่งเสริมการตลาดได้ดึงดูดใจ (Promotion)
4. การสื่อสารทางการตลาด (Communication)

จากตารางจะเห็นได้ว่านักการตลาดจะผสมส่วนประสมทางการตลาดขึ้นมาเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคและหาวิธีการที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ ในมุมมองระหว่าง 4 P กับ 4 C สัมพันธ์กันดังนี้ครับ

P ตัวแรกคือ P-Product นักการตลาดจะแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องรสชาติ คุณประโยชน์ของสินค้า ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เมื่อนักการตลาดสร้างขึ้นจะทำให้ผู้บริโภครับรู้และเกิดความต้องการซื้อเมื่อลูกค้าเกิดความต้องการดังนั้น P แรกจึงสัมพันธ์กับ C ตัวแรกก็คือ C-Customer นั้นเอง C ตัวแรกนี้จะแสดงให้เห็นถึงมุมมองของลูกค้าในการตัดสินใจซื้อสินค้า ลูกค้าจะต้องแน่ใจว่าสินค้าเหล่านั้นเมื่อซื้อไปแล้วจะต้องตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นเอง

P ตัวที่สองคือ P-Price นักการตลาดจะต้องมีการกำหนดราคาสินค้าและบริการให้เหมาะสม โดยในความเหมาะสมนี้นักการการตลาดส่วนใหญ่จะเน้นที่ต้นทุนและกำไรที่ต้องการ โดยต้องสอดคล้องกับ C ตัวที่สองของลูกค้า นั้นคือ C-Cost นั้นเองโดยลูกค้าเมื่อซื้อสินค้า จะคำนึงถึงการซื้อสินค้าในราคาที่ย่อมเยาและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าที่จะจ่าย

P ตัวที่สามคือ P-Place ใน P นี้นะครับนักการตลาดหลายคนให้ความสำคัญแค่เพียง
Place ที่เป็นสถานที่เท่านั้นแต่ในความเป็นจริงแล้ว P-Place ยังประกอบไปด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า โดยอาจจะผ่านตัวกลาง ตัวแทน และนายหน้า เพื่อทำลูกค้ามีความสะดวกต่อการตัดสินใจซื้อซึ่งก็สอดคล้องกับ C ตัวที่สามในมุมมองผู้บริโภคคือ C-Convenience to Buy นั้นเอง

P ตัวสุดท้ายครับ P-Promotion เป็น P ที่เราทราบกันดีในชื่อของการส่งเสริมการตลาดซึ่งประกอบไปด้วย การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยพนังงานขาย และ การตลาดแบบตรงนั้นเอง โดยนักการตลาดจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้า โดยใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการสื่อสาร และจะสอดคล้องกับ C ตัวที่สี่ ในมุมมองของผู้บริโภคคือ C-Communication ที่เป็นการสื่อสารทางการตลาดที่ผ่านสื่อทั้งภาพ เสียง สิ่งพิมพ์ และสื่อบุคคล เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข่าวสารจากนักการตลาดนั้นเองครับ

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความหมายการตลาด

จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าความหมาการตลาด มีผู้ให้ความหมายดังต่อไปนี้


สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา(AMA) ให้คำจำกัดความ การตลาด ว่า เป็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางธุรกิจ เพื่อควบคุมกำกับ การเคลื่อนย้ายของสินค้าและบริการ จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคหรือผู้ใช้

            Phillip Kotler ให้ความหมายการตลาดว่า"เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่จะดำเนินเพื่อให้มีการตอบสนองความพอใจ และความต้องการต่างๆโดยอาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยน"

E. Jerome McCarthy ให้ความหมายการตลาดว่า "เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับความพยายามให้องค์การบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ โดยอาศัยการคาดหมายความต้องการต่างๆ ของลูกค้าและยังรวมถึงการที่สินค้าและบริการผ่านจากผู้ผลิตไปยังลูกค้า เพื่อตอบสนองความพอใจให้กับลูกค้า"

William Stanton ให้ความหมายการตลาดว่า "เป็นระบบของปฏิกิริยา กิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การกำหนดราคา การส่งเสริมการตลาด และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และผู้บริโภคที่คาดหมายในอนาคต"

คณะกรรมการสมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ให้ความหมายการตลาดว่า "เป้นการปฏิบัติทางธุรกิจที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในการให้สินค้าและบริการผ่านจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ให้ได้รับความพอใจ ขณะเดียวกันก็บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ"

 จากคำจำกัดความดังกล่าว ประเด็นสำคัญของความหมายการตลาด มีดังนี้

    1.  กิจกรรมที่ทำให้สินค้าหรือบริการไปถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย หรือผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

    2.  การตอบสนองและความต้องการ  หรือความพอใจของผู้บริโภคคนสุดท้ายหรือผู้ใช้ ฉะนั้นนักการตลาดต้องค้นหาความจำเป็น ความต้องการของผู้บริโภคคนสุดท้ายหรือผู้ใช้ให้้ถูกต้อง 

    3.  เคลื่อนย้ายสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย หรือผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายขึ้นระหว่่างผู้ซื้อ (ผู้บริโภคคนสุดท้าย หรือผู้ใช้) กับผู้ชาย (ผู้ผลิต หรือคนกลาง)

 

    4.  บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ คือการทำกำไร


         ดังนั้นความหมายการตลาด (ตามแนวคิดของประสิทธิชัย นรากรณ์) คือ กิจกรรมด้านการตลาดที่เคลื่อนย้ายสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค เพื่อทำให้กิจการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน และมีธรรมภิบาล

Stimulus-Response Model

  
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
โดยนายประสิทธิชัย นรากรณ์ นักศึกษาปริญญาเอกบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตรุ่น 4 สาขาการตลาด
มหาวิทยาลัยรามคำแหง

Koter (1994) พบว่า การตอบสนองของผู้ซื้อ (Response) ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ การเลือกตราสินค้า การเลือกผู้ขาย เวลาในการซื้อและปริมาณการซื้อ เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัย คือ
1.      ขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ซื้อ(Buyer’s decision process) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน
1.1.   การรับรู้ปัญหา(Problem recognition)
1.2. การค้นหาข้อมูล(Information search)
1.3. การประเมินผลทางเลือก(Evaluation alternative)
1.4. พฤติกรรมภายหลังการซื้อ(Post purchase behavior)
2.      ความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อหรือกล่องดำ(Buyer's Characteristic)

แสดงความสัมพันธ์ดังรูปที่ 1

              กล่องดำหรือความรู้สึกนึกคิด ---------------> 
                                                                           การตอบสนองของผู้ซื้อ
               ขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ซื้อ --------------> 
 
กล่องดำหรือความรู้สึกนึกคิด มีปัจจัยมาจาก 3 องค์ประกอบ คือ
1. สิ่งกระตุ้นภายนอก
2. ลักษณะของผู้ซื้อ
3. ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ
สิ่งกระตุ้นภายนอก คือ สิ่งกระตุ้นด้านการตลาด(คือ ผลิตภัณฑ์ ราคา การจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด) และสิ่งกระตุ้นอื่นๆ (คือ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี่ การเมืองและวัฒนธรรม)
ลักษณะของผู้ซื้อ ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ
1. ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ประกอบด้วย
     1.1 วัฒนธรรมพื้นฐาน
     1.2 วัฒนธรรมย่อย
     1.3 ชั้นสังคม 
2. ปัจจัยด้านสังคม ประกอบด้วย
      2.1 กลุ่มอ้างอิง
      2.2 ครอบครัว
      2.3 บทบาทและสถานะ
3. ปัจจัยส่วนบุคคล
      3.1 อายุ
      3.2 วงจรชีวิตครอบครัว
      3.3 อาชีพ
      3.4 โอกาสทางเศรษฐกิจหรือรายได้
      3.5 ค่านิยมและรูปแบบการดำเนินชีวิต
4. ปัจจัยด้านจิตวิทยา
      4.1 แรงจูงใจ
      4.2 การรับรู้
      4.3 การเรียนรู้
      4.4 ความเชื่อถือ
      4.5 ทัศนคติ
      4.6 บุคลิกภาพ
      4.7 แนวคิดของตนเอง
ขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ซื้อ(Buyer’s decision process) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน
การรับรู้ปัญหา(Problem recognition)
การค้นหาข้อมูล(Information search)
การประเมินผลทางเลือก(Evaluation alternative)
พฤติกรรมภายหลังการซื้อ(Post purchase behavior)